ภูมิปัญญาท้องถิ่นอีสานในผญาภาษิต
และปริศนาคำทาย :
กลวิธีการกล่อมเกลาบุคคล
เพื่อการธำรงบรรทัดฐานของสังคม
ปราชญากร
หมื่นหาวงศ์
บทนำ
คนอีสานมีภูมิปัญญาในการสร้างสรรค์วรรณกรรมเพื่อสื่อความรู้
และความบันเทิง ตลอดจนแฝงไปด้วยแง่คิด คติธรรม คำสอน อันเกิดจากความรอบรู้ จินตนาการ
และประสบการณ์ของแต่ละบุคคล วรรณกรรมจึงมีคุณค่าต่อสังคมทุกยุคทุกสมัย
การศึกษาภูมิปัญญาท้องถิ่นจากวรรณกรรมอีสาน
เป็นการศึกษาความรอบรู้หรือปัญญาของปราชญ์อีสานทางด้านภาษาและวรรณกรรมพื้นบ้านที่ได้รับการบอกเล่าหรือบันทึกไว้
ล้วนแสดงให้เห็นภูมิปัญญาของชาวอีสานที่มีความสำคัญทั้งสิ้น
บทความนี้มีวัตถุประสงค์นำเสนอภูมิปัญญาท้องถิ่นอีสานที่ปรากฏในผญาภาษิต
และปริศนาคำทายอีสาน เพื่อให้เห็นถึงกลวิธีการกล่อมเกลาบุคคลในสังคมด้วยวรรณกรรมท้องถิ่น
ซึ่งนับว่าเป็นการธำรงบรรทัดฐานของสังคมได้อีกทางหนึ่ง
การอบรมสั่งสอนด้วยผญาภาษิต
:
ภูมิปัญญาอีสานในการกำหนดบรรทัดฐานของสังคม
๑. ควาหมายของผญาภาษิต
ผญาภาษิต
หมายถึง คำพูดหรือสำนวนที่มีลักษณะร้อยกรอง ซึ่งเขียนขึ้นจาก โลกทัศน์ของผู้ประพันธ์
หรือผู้พูดที่สั่งสมประสบการณ์ชีวิต ที่ผูกพันอยู่กับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ
ขนบธรรมเนียม ประเพณี การปกครอง ความเชื่อ ค่านิยม จริยธรรม
และปรัชญาในหลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนา โดยถ่ายทอดออกมาจากศิลปะทางภาษา
ที่แสดงถึงความคิดอันเฉียบแหลมซึ่งแฝงอยู่ในถ้อยคำที่เป็นสำนวนโวหาร
มีความหมายลึกซึ้งเพื่อแสดงความสามารถในการใช้ภาษาและแฝงคติสอนใจให้ผู้คนนำไปเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต(พรสวรรค์
สุวรรณศรี,
๒๕๔๗ : ๔๗ - ๔๘)
๒. จุดมุ่งหมายของคำสอนในผญาภาษิตอีสาน ผญาภาษิตอีสาน
ส่วนมากเป็นความคิดของนักปราชญ์อีสาน (กลุ่มไทย-ลาว) ในอดีตที่เรียงร้อยถ้อยคำผูกขึ้นไว้ใช้สอน
หรือคติธรรมแก่บุคคลทุกระดับในสังคม ตั้งแต่ สามัญชน ข้าราชการ พระมหากษัตริย์
และพระสงฆ์ ดังนี้ (กฤษฎา ศรีธรรมา, ๒๕๕๒ : ๙๗
)
๒.๑ สอนสมาชิกในครอบครัว ได้แก่
๒.๑.๑ สอนเพศหญิง ให้ประพฤติตนเป็นกุลสตรี
ประพฤติตนให้เหมาะสมกับวัย ดังตัวอย่าง
(สำลี รักสุทธี, ๒๕๔๓ : ๑๕,๕๗-๕๗ และ ๘๙-๙๐)
คั้นเจ้าเป็นสาวนั้น คองธรรมให้มันค่อง
ตีนผมให้หล่ำเกลี้ยง ตีนซิ่นให้หล่ำเพียง
(คำว่า ซิ่น คือ ผ้านุ่ง หรือผ้าถุง)
ความว่า หากเจ้าเจริญวัยเข้าสู่วัยสาวแล้ว ให้ประพฤติกาย วาจา
และใจให้บริสุทธิ์ตามขนบธรรมเนียมประเพณี การแต่งกายให้สะอาด เรียบร้อยและเหมาะสม
๒.๑.๒ สอนสามีภรรยา เช่น
สอนให้รักใคร่และซื่อสัตย์ต่อกัน อย่าคิดนอกใจกัน ดังตัวอย่าง (สำลี รักสุทธี, ๒๕๔๓ : ๙๐)
ผัวเมียนี้
คนเดียวโดยฮีต สุขทุกข์ยังฮ่วมย้าว ถนอมตุ้มต่อกัน
(คำว่า ฮีต คือ จารีต คำว่า ฮ่วมย้าว คือ
อยู่ร่วมกัน)
ความว่า การครองชีวิตสมรสนั้นควรยึดผัวเดียวเมียเดียว
จะมีความทุกข์หรือสุขอย่างไรก็ขอให้อยู่ร่วมกัน
๒.๒ สอนบุคคลทั่วไป เช่น สอนให้หมั่นศึกษาหาความรู้ใส่ตัว
ขยันหมั่นเพียร ในการประกอบอาชีพ
ให้ระมัดระวังเรื่องการพูดและการพิจารณาให้รอบคอบในการประกอบอาชีพ เป็นต้น
ดังตัวอย่าง
เงินคำนี้
มีหลายตะผู้หมั่น ผู้ขี้คร้าน หาได้ก็บ่หมาน
(คำว่า
หมั่น คือ ขยัน,หมาน คือ รวย, ได้มาก)
ความว่า คนขยันในการประกอบอาชีพย่อมมีความร่ำรวย
ส่วนผู้ที่เกียจคร้าน ในการทำงานถึงหาได้ก็ไม่ร่ำรวย
๒.๓ สอนข้าราชการ เช่น สอนให้เป็นคนซื่อตรงต่อหน้าที่การงาน
ให้หมั่นดูแลประชาชนให้มีแต่ความสุข ดังตัวอย่าง
เจ้านายดีบ่เห็นแก่แสนไถ้
แต่เห็นแก่ไพร่แสนเมือง
(คำว่า แสนไถ้ คือ ลาภยศ, ไพร่
คือ ประชาชน, แสนเมือง คือ ชาวเมือง)
ความว่า นักปกครองต้องไม่เห็นแก่ลาภยศ
แต่ต้องเห็นแก่ประโยชน์และความสุขของประชาชน ประเทศชาติจึงจะเจริญ
๒.๔ สอนนักปราชญ์ คือ สอนให้เป็นคนนอบน้อมถ่อมตน ไม่เป็นคนโอ้อวด
หรือดูถูกผู้อื่น ให้เป็นคนดี ประพฤติตนเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ราษฎร ดังตัวอย่าง
แม้นมีความฮู้เต็มพุงเพียงปากกะตามถ่อน
คันแม่สอนโตเองบ่ได้ไผสิย่องว่าดี (คำว่า ความฮู้ คือ ความรู้,
ย่อง คือ ยกย่อง)
ความว่า
คนเราถึงจะมีความรู้มากเพียงใด แต่ถ้าหากสอนตนเองให้กระทำ แต่ความดีงามไม่ได้
ก็ไม่มีใครยกย่องสรรเสริญว่าเป็นคนดี คนเก่ง
๒.๕ สอนพระมหากษัตริย์ เช่น
สอนให้เป็นผู้รู้หน้าที่และหลักการบริหารบ้านเมือง มีคุณธรรมและจริยธรรม
พัฒนาประเทศให้มีความเจริญรุ่งเรือง ทะนุบำรุงพระพุทธศาสนา
และดูแลประชาราษฎร์ให้มีแต่ความผาสุก ดังตัวอย่าง
เป็นกษัตริย์ให้ฮักฮีตคองกษัตริย์ คุณธรรมเริงซูวันบ่มีเว้น
(คำว่า
ฮัก คือ รัก,
ฮีต คือ จารีต กฎระเบียบ ประเพณี, คอง คือ
ครรลองหรือแนวทางในการปฏิบัติ)
ความว่า กษัตริย์ต้องเป็นผู้รักษาและปฏิบัติตามฮีต
(จารีต) หรือคอง (ครรลอง) ของพระมหากษัตริย์
คุณธรรมของท่านจะช่วยค้ำจุนให้ท่านมีแต่ความสุขความเจริญตลอดไป
๒.๖ สอนพระภิกษุสงฆ์ คือ
สอนให้พระภิกษุให้พฤติปฏิบัติในศีลอย่างเคร่งครัด ดังตัวอย่าง
คันแม่นสังโฆเจ้า
บ่ถือคลองคำสวด แม่นสิบวชฮอดเฒ่า บุญเจ้ากะบ่มีดอกนา
(คำว่า แม่น
คือ ใช่)
ความว่า
หากพระภิกษุสงฆ์ไม่ปฏิบัติในศีลของพระภิกษุที่พระพุทธเจ้าได้บัญญัติอย่างเคร่งครัดแล้ว
ต่อให้บวชนานจนชราภาพก็จะไม่ได้บุญกุศลจากการบวชนั้น แม้แต่น้อย
ผญาภาษิตเป็นคำสอนของนักปราชญ์อีสานในอดีตที่ผูกถ้อยคำขึ้นจากจารีต
ประเพณี จากหลักธรรมทางศาสนา
และจากมวลประสบการณ์ชีวิตผู้คนที่ทรงคุณค่า
ปัจจุบัน
ได้มีการนำผญามาแต่งให้สอดคล้องกับยุคสมัยและเหตุการณ์ในปัจจุบัน
สะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคม เพื่อให้แง่คิดแก่ผู้คน ให้รู้จักแยกแยะดีชั่ว
เข้าใจปัญหาและพิจารณาปัญหาอย่างรอบด้านยิ่งขึ้น ดังตัวอย่าง (สำลี รักสุทธี, ๒๕๔๓
: ๒๓๔ – ๒๔๗)
สามัคคีคือความพร้อม เพียงพอดีนั้นหละแม่น
สามัคคีกันเหมิดสู่บ้าน คนพาลพ้อเพิ่นกะยอม
เฮาเป็นไทยเพิ่นเหมิดเกลี้ยง เหมิดทั้งเมืองคึดให้ทั่ว
สามัคคีกันเบิดโลดเจ้า ไทยเฮาก็จั่งสิเย็น
ความว่า
สามัคคีคือความพร้อมเพรียงของคนทั้งหมู่บ้าน คนพาลจะได้เกรงกลัว
และหากประชาชนคนไทยสามัคคีกันทั้งประเทศ บ้านเมืองจึงจะร่มเย็นเป็นสุข
ผญาภาษิตทั้งในอดีตและปัจจุบันนับว่าเป็นภูมิปัญญาของชาวอีสานด้านคำสอนที่ให้คุณค่า
๓ ประการ ได้แก่
ประการแรก เป็นคำสอนให้คนเป็นคนดี
มีความรู้ความสามารถในการรักษาตน รักษาบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรือง
ประการที่สอง เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตให้เป็นไปตามทางที่ถูกต้อง
ผู้ที่เชื่อถือและปฏิบัติตามจะได้รับความสุข
ความสำเร็จในหน้าที่การงานและการดำเนินชีวิตประจำวัน
ประการสุดท้าย
เป็นประโยชน์สำหรับผู้สนใจทางภาษาและศิลปะการใช้ภาษาของท้องถิ่น
ผญาภาษิตเหล่านี้นักปราชญ์ได้สอดแทรกไว้ในวรรณกรรมพื้นบ้านอีสานหลายเรื่อง
เช่น กาพย์ปู่สอนหลาน ย่าสอนหลาน เสียวสวาสดิ์ ท้าวคำสอน เป็นต้น
นอกจากนี้ยังมีนักวิชาการหลายท่านได้ประมวลผญาจากคำสอน
คำคมที่ใช้อยู่ทั่วไปเป็นวรรณกรรมจึงถ่ายทอดความรู้และคติธรรมในครอบครัวและสังคม
เช่น ปรีชา พิณทอง พรชัย ศรีสารคาม อุดม บัวศรี สวิง บุญเจิม จารุวรรณ ธรรมวัตร
เป็นต้น
การส่งเสริมเชาว์ปัญญาด้วยปริศนาคำทาย
:
ภูมิปัญญาอีสานในการพัฒนาสติปัญญาของบุคคล
ปริศนาคำทายเป็นวรรณกรรมมุขปาฐะแขนงหนึ่งที่ผูกเป็นถ้อยคำขึ้นเป็นข้อความที่เป็นปัญหาและต้องการแสวงหาคำตอบหรือทำนาย
ซึ่งการเล่นปริศนาคำทายถือว่าเป็นการพักผ่อนหย่อนใจของคนไทยอย่างหนึ่ง
นิยมเล่นกันทุกภาคของไทยซึ่งจะมีลักษณะคล้ายกัน
ต่างกันเพียงถ้อยคำภาษาที่ใช้เท่านั้น (มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, ๒๕๓๗
: ๕๑๗)
ปริศนาคำทายส่วนใหญ่มักจะใช้คำว่า
แม่นหยัง (อะไรเอ่ย) ขึ้นต้นหรือลงท้ายปริศนา ก็ได้ ดังตัวอย่าง
แม่นหยัง
สุกเต็มดินเก็บกินบ่ได้ (แสงแดด)
แม่นหยัง หม้อดำงุ้มดิน
(ขี้ควาย)
แม่นหยัง อีน้อย ๆ
แก่ไส้ลอดขอน (สนด้ายเข้ารูเข็ม)
แม่นหยัง ต้นเท่าครกใบปกดิน
ต้นท่อขาใบวาเดียว (ต้นตะไคร้และต้นกล้วย)
ในอดีตปริศนาคำทายของชาวอีสานเป็นถ้อยคำที่เรียบเรียงขึ้นเป็นเงื่อนงำ
เป็นประโยคสั้น ๆ
มีสัมผัสคล้องจองกันแบบกลอนอีสานแล้วซ่อนจุดสำคัญของเนื้อหาไว้ในคำที่มีลักษณะซ่อนเงื่อนหรือซ่อนปมปัญหาที่นำมาทาย
เพื่อให้ขบคิดและให้เกิดความสนุก
ปัจจุบันการเล่นปริศนาคำทายในหมู่เด็กและเยวชน
จะไม่มีคำสัมผัสคล้องจองกัน
เช่นในอดีต ผู้เล่นต้องใช้ความรู้รอบตัวให้เข้ากับยุคสมัย
ปริศนาคำทายอาจจะมีคำตอบมากกว่าหนึ่งคำตอบก็ได้ หรืออาจจะมีคำตอบชวนให้ขบขันก็ได้
ดังตัวอย่าง (กฤษฎา ศรีธรรมา, ๒๕๕๒ : ๘๘)
แม่นหยัง
ตั้งโจ้โก้อยู่บนกระดาษ (ซาลาเปา)
ปลาอีหยังบ่มีก้าง (ปลาท่องโก๋)
ผลไม้อีหยังมีเปลือกแข็ง
(ผลไม้กระป๋อง)
สีอีหยังพระซัง
(สีกา)
พระอีหยังกอดแม่ญิงได้
(พระเอก/ พระรอง/พระอภัยมณี)
มีข้อสังเกตว่า
ปริศนาคำทายอีสานมักจะไม่ถามตรงไปตรงมา แต่จะใช้วิธีการ ผูกถ้อยคำให้เป็นปริศนาอย่างมีชั้นเชิงเพื่อให้ผู้ถูกถามได้คิดอย่างรอบคอบและลึกซึ้ง
นับว่าเป็นภูมิปัญญาของชาวอีสานอีกรูปแบบหนึ่งที่ใช้เป็นวิธีการฝึกสมองให้คิด
ซึ่งวิธีการนี้สอดคล้องกับความรู้วิทยาศาสตร์ทางการแพทย์สมัยใหม่ ดังที่ ลักขณา
สริวัฒน์ (๒๕๔๙ :
๖๒-๖๓) อธิบายว่า
สมองคนเรามีความคล้ายคลึงกับกล้ามเนื้ออยู่ประการหนึ่ง คือ
ยิ่งใช้งานมากก็ยิ่งเพิ่มขนาด
มากขึ้น
สมองที่ได้ถูกใช้งานอาจจะสูญเสียเซลล์สมองหรือเส้นใยสมองในแต่ละวันไปได้อย่างมากมาย
ขณะเดียวกันหากสมองไม่ได้ถูกใช้งานมากเท่าไหร่ สมองก็จะยิ่งแย่ลงมากเท่านั้นแต่ถ้าสมองถูกใช้งานมากก็ยิ่งเพิ่มขนาดมาก
เพราะฉะนั้นถ้าเรายิ่งใช้สมองคิด และเรียนรู้สิ่งต่าง ๆให้มากเพียงไร
สมองก็ยิ่งจะสร้างเครือข่ายเส้นใยสมองที่เป็นตัวช่วยคิด
ทำให้สมองมีขนาดใหญ่ขึ้นโดยไปเพิ่มขนาดของเซลล์สมอง จำนวนใยสมอง และจุดเชื่อมระหว่างเซลล์สมอง
สมองของมนุษย์สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้ตั้งแต่เด็กจนถึงวัยชรา ดังนั้นจะเห็นว่าบางคนสามารถควบคุมสมองของตนให้มีสุขภาพดี
มีความตื่นตัวอยู่เสมอไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเพียงใด แม้มีอายุมากก็จะไม่ค่อยมีปัญหาอื่น
ๆ ทางสมอง คนที่ประกอบกิจกรรมใช้สมองมาก หรือมีกระบวนการคิดอยู่ตลอดเวลา
บุคคลกลุ่มนี้ก็ยิ่งจะมีอายุยืน
ดังนั้น
การเล่นปริศนาคำทายนอกจากจะให้ความสนุกสนานเพลิดเพลินแล้วยังช่วยให้คนฝึกสมอง
การใช้ความคิด พิจารณา และฝึกเชาว์ปัญญาให้เฉียบแหลม อันจะช่วยให้มนุษย์สามารถใช้ศักยภาพของสมองเรียนรู้
และสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ได้อีกมาก
นับว่าเป็นภูมิปัญญาของปราชญ์ชาวบ้านที่ใช้ปริศนาคำทายเป็นเงื่อนปัญหา
ฝึกสมองให้คนขบคิด เสมือนเป็นเครื่องมือในการลับสมองทางภาษาที่ช่วยพัฒนาสมองของทุกเพศทุกวัย
ซึ่งปริศนาคำทายอาจจะปรับเปลี่ยนเนื้อหา ภาษาไปบ้างตามยุคสมัย
บทสรุป
ผญาภาษิต
และปริศนาคำทายอีสานเป็นผลผลิตของปราชญ์ในท้องถิ่นที่ได้สร้างสรรค์เป็นภูมิปัญญา
แสดงให้เห็นความรอบรู้ชีวิตอันได้จากประสบการณ์ภายใต้บริบททางสังคมและธรรมชาติสิ่งแวดล้อมของอีสาน
สะท้อนให้เห็นวิถีชีวิตที่มีพลัง มีคติสอนใจ ข้อห้าม ข้อแนะนำ ข้อปฏิบัติผูกขึ้นเป็นวรรณกรรมสืบทอดต่อเนื่องมารุ่นต่อรุ่น
ภาษาและวรรณกรรมที่ผูกพันขึ้นเหล่านี้ล้วนมีความสำคัญในการอบรมสั่งสอนและกระบวนการขัดเกลาทางสังคม
เป็น บรรทัดฐานทางศีลธรรมและเป็นอนุสติที่มีอิทธิพลต่อการหล่อหลอมพฤติกรรมของคนอีสาน
สิ่งเหล่านี้จึงถือว่าเป็นภูมิปัญญาที่เกิดจากประสบการณ์สั่งสมโดยแท้
การศึกษาภูมิปัญญาไทยด้านภาษาและวรรณกรรมอีสานนี้จะมีประโยชน์โดยตรงต่อบุคคลและสังคม
เช่น ให้ความรู้ความเข้าใจในภาษา วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์
ปรัชญาชีวิตและสังคมของท้องถิ่น เป็นต้น
อันเป็นพื้นฐานในการมีชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคม
เห็นคุณค่าและยอมรับวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นซึ่งกันและกัน
ก่อให้เกิดการผสมผสานทางวัฒนธรรมอันจะนำไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขในชาติ
มีความรักและหวงแหนวัฒนธรรมไทยยิ่งขึ้น
บรรณานุกรม
กฤษฎา ศรีธรรมา. (๒๕๕๒).
ภูมิปัญญาท้องถิ่นอีสาน. มหาสารคาม :
คณะมนุษยศาสตร์และ สังคมศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม.
พรสวรรค์
สุวรรณศรี.
(๒๕๔๗). การวิเคราะห์คุณค่า การดำรงอยู่
และการสืบทอดผญาอีสาน.
ปริญญาครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต
สาขาวิชาพัฒนศึกษา ภาควิชาการจัดการและความเป็น ผู้นำทางการศึกษา.
กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
_______. (๒๕๕๓). ภูมิปัญญาไทย : คุณค่า
การพัฒนา และการสืบทอด. เลย :
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย.
_______. (๒๕๕๓). เอกสารประกอบการสอน รายวิชาภาษากับการคิด.
เลย :
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย.
ลักขณา
สริวัฒน์.
(๒๕๔๙). การคิด. กรุงเทพฯ
: โอเดียนสโตร์.
สำลี
รักสุทธี.
(๒๕๔๓). ผญา. (ฉบับมีคำแปลเป็นภาษาไทยกลาง). กรุงเทพฯ : พัฒนศึกษา.
สุโขทัยธรรมาธิราช, มหาวิทยาลัย.
(๒๕๓๑). ภาษาไทย : คติชนวิทยาสำหรับครู
หน่วยที่ ๘-๑๕. นนทบุรี
: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.